nn5n Foundation
Branch of SCP Foundation
nn5n: scp-3008 ก็แค่อิเกียแบบเดิมธรรมดาๆ
EuclidSCP-3008 ก็แค่อิเกียแบบเดิมธรรมดาๆRate: 585
SCP-3008

วัตถุ# SCP-3008

ระดับ: Euclid

มาตรการกักกันพิเศษ: สถาบันได้ทำการซื้อศูนย์การค้าซึ่งมี SCP-3008 อยู่มาและดัดแปลงเป็นศูนย์ ██ แล้ว ทั้งนี้ได้เปลี่ยนเส้นทางถนนสาธารณะที่ตัดผ่านหรือมายังศูนย์ ██ ทั้งหมดแล้ว

ให้เฝ้าระวังทางเข้าของ SCP-3008 ไว้ตลอดเวลา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปใน SCP-3008 นอกจากเพื่อการทดลองที่ได้รับอนุมัติจากนักวิจัยอาวุโสแล้ว

มนุษย์ที่ออกมาจาก SCP-3008 นั้นให้คุมตัวไว้และทำการสอบถามก่อนทำการลบความทรงจำ โดยอาจจะต้องสร้างเรื่องปิดบังก่อนทำการปล่อยตัว ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่บุคคลนั้นอยู่ใน SCP-3008

ตัวตนอื่นๆที่ออกมาจาก SCP-3008 นั้นให้กำจัดทิ้ง

รายละเอียด: SCP-3008 เป็นอาคารพาณิชย์ซึ่งเดิมทีนั้นเป็นของอิเกีย บริษัทค้าเครื่องเรือนที่มีชื่อเสียง บุคคลที่เข้าไปใน SCP-3008 ทางทางเข้าหลักและออกไปพ้นระยะสายตาจากประตูนั้นจะถูกย้ายตำแหน่งไปยัง SCP-3008-1 การเปลี่ยนสถานที่นี้โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงต่อการรับรู้ของเหยื่อเลย พวกเขามักจะไม่รู้ตัวเรื่องนี้จนกว่าจะพยายามกลับมายังทางเข้า

SCP-3008-1 นั้นเป็นพื้นที่ซึ่งคล้ายคลึงกับภายในของร้านเครื่องเรือนอิเกียซึ่งยืดออกไปจนพ้นขอบเขตทางกายภาพที่สามารถจะอยู่ในพื้นที่ของอาคารพาณิชย์นั้นได้ การตรวจวัดในขณะนี้บ่งชี้ว่ามันมีพื้นที่อย่างน้อย 10 ตารางกิโลเมตรโดยไม่มีจุดสิ้นสุดที่มองเห็นได้ในทิศทางใดๆ ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกันจากการใช้เลเซอร์วัดระยะทางนั้นทำให้คาดคะเนว่าพื้นที่นี้อาจจะไม่มีที่สิ้นสุด

SCP-3008-1 นั้นมีพลเรือนไม่ทราบจำนวนที่ติดอยู่ภายในอาศัยอยู่ก่อนจะทำการกักกัน จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้บ่งชี้ว่าพวกเขาได้สร้างอารยธรรมขั้นพื้นฐานภายใน SCP-3008-1 ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างชุมชนและสร้างแนวป้องกันเพื่อป้องกันตัวจาก SCP-3008-2

SCP-3008-2 เป็นตัวตนแบบมนุษย์ซึ่งอยู่ใน SCP-3008-1 ขณะที่ดูเผินๆแล้วเหมือนมนุษย์พวกมันก็มีสัดส่วนของร่างกายที่ไม่สอดคล้องกันและเกินจริงไปมาก โดยมักจะได้รับการบรรยายว่าสูงเกินไปหรือเตี้ยเกินไป พวกมันไม่มีจุดสังเกตแบบหน้าตาและที่พบเห็นทั้งหมดนั้นจะสวมเสื้อสีเหลืองกับกางเกงขายาวสีน้ำเงินซึ่งเหมือนกับชุดพนักงานอิเกีย

SCP-3008-1 นั้นมีวงจรกลางวันและกลางคืนอย่างง่ายๆที่กำหนดโดยแสงไฟด้านบนภายในพื้นที่ซึ่งจะเปิดและปิดตามเวลาซึ่งสอดคล้องกับเวลาเปิดและปิดของร้านค้าเดิม ในช่วงเวลา"กลางคืน"นั้น SCP-3008-2 จะใช้ความรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆทั้งหมดภายใน SCP-3008-1 ในขณะที่มันใช้ความรุนแรงนี้สามารถได้ยินเสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษเป็นข้อความซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะหมายถึง "ขณะนี้ร้านปิดทำการแล้ว โปรดออกไปจากอาคารด้วย" เมื่อถึงเวลา"กลางวัน" SCP-3008-2 ก็จะกลับมาสงบในทันทีและเริ่มการเคลื่อนที่ไปตาม SCP-3008-1 โดยดูเหมือนจะไม่มีรูปแบบ ในสภาพนี้พวกมันจะไม่ตอบสนองต่อคำถามหรือคำพูดอื่นๆ แต่จะตอบสนองด้วยการใช้กำลังหากว่าถูกทำร้าย

ภายใน SCP-3008-1 นั้นมีทางออกอยู่หนึ่งทางหรือมากกว่านั้น แต่ทางออกเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีตำแหน่งที่ตายตัว เมื่อเข้าไปใน SCP-3008-1 แล้วจึงออกมาได้ยากมาก การเข้าไปภายในอาคารทางประตูอื่นออกจากทางเข้าหลักหรือพังผนังของร้านนั้นจะเข้าไปยังพื้นที่ภายในซึ่งไม่มความผิดปกติของร้านค้าเดิม

ตั้งแต่ที่ได้ทำการกักกันนั้น มีบุคคล 14 รายที่สามารถออกมาจาก SCP-3008 ได้ ซึ่งหลังจากที่ทำการสอบถามอย่างถี่ถ้วนแล้วทุกคนก็ถูกลบความทรงจำแล้วปล่อยตัวไป

เหตุการณ์ 3008-1: ในเวลา 00:37 ของวันที่ ██/██/200█ มีมนุษย์เพศชายหนึ่งคนออกมาจาก SCP-3008 หลังจากนั้น 10 วินาทีก็มี SCP-3008-2 หนึ่งตัวตามมา SCP-3008-2 จับตัวและฆ่าชายคนนั้นได้ก่อนจะถูกบุคลากรติดอาวุธกำจัดทิ้ง เหตุการณ์นี้เป็นครั้งเดียวที่พบ SCP-3008-2 ออกมาจาก SCP-3008 ได้ทำการชันสูตรศพอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โปรดดูรายละเอียดใน ปูมการชันสูตร 3008-2

ชายคนนั้นได้พกสมุดบันทึกยี่ห้ออิเกียซึ่งดูเหมือนจะเป็นบันทึกช่วงเวลาที่เขาอยู่ใน SCP-3008-1 อยู่ด้วย

เอาล่ะ ผมเขียนสิ่งนี้ซึ่งผมคาดเดาได้เพียงแค่ว่าคงเป็นการเสียสติอย่างฉับพลันอย่างฉับพลันของผม ผมไม่มีทางจำทางได้แย่ขนาดนั้นแน่ แต่ขณะที่เขียนอยู่นี้ผมก็ติดอยู่ในอิเกียมา 2 วันแล้ว ตั้งแต่มานี่ยังไม่เห็นคนอื่นเลย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน ทำให้ที่นี่เป็นเขาวงกต พาคนออกไปแล้วดูว่าใช้เวลาสักเท่าไหร่ที่ผมจะหลง จากนั้นทุกคนก็หัวเราะกัน มารู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นก็ตอนที่ผมพยายามกลับไปทางเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ผมก็เลยหลง แทนที่จะเจอทางออกมันก็มีแต่ชั้นหนังสือเป็นแถวๆ

ก็เอาเป็นว่าผมติดอยู่ในอิเกีย ฟังดูเหมือนตอนเปิดเรื่องตลกห่วยๆแฮะ ไฟดับตอน 4 ทุ่ม เกือบหัวใจวายแน่ะ ไอ้เสียงไฟฟ้าดังตึ้งแล้วก็มืดสนิท แต่ที่นี่ก็มีเตียงเต็มไปหมดแล้วมือถือผมก็มีแสงไฟด้วย -แต่ไม่มีสัญญาณว่ะ- ผมเลยหาเตียงได้แล้วก็เข้านอน วันต่อมาหาทางออกอยู่เกือบทั้งวันโดยที่โชคไม่เข้าข้าง แต่เจอร้านอาหารที่มีลูกชิ้นเนื้อนั่นน่ะ ดังนั้นอย่างน้อยผมก็ไม่อด นั่นคงเป็นมุขของตลกเรื่องนี้ล่ะมั้ง ยังไงก็เถอะ มันยังอุ่นและใหม่อยู่ แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครแถวๆนี้เป็นคนทำมันเลย ผมกลับไปที่เตียงก่อนไฟจะดับอีกเพราะมันจะมืดเกินไปจนหาไม่เจอ

ตอนนี้ 9 โมงครึ่งแล้ว ไฟเพิ่งมาไม่นานนี่เอง ผมแน่ใจว่าผมตรวจดูแถวๆที่ผมเข้ามาจนทั่วแล้วและไม่มีทางออกอยู่แถวนี้แน่ ดังนั้นผมจะเลือกเอาสักทางแล้วขอให้โชคช่วยก็แล้วกัน

วันที่ 3 ของการผจญภัยในดินแดนอิเกียอันลี้ลับของผม ถ้าก่อนหน้านี้ผมยังไม่แน่ใจว่ามีอะไรพิลึกในที่นี้ ตอนนี้ผมก็แน่ใจแล้ว หลังจากที่เดินหน้าอย่างเดียวอยู่ 3 ชั่วโมง (โปรดใส่มุขตลกอิเกียในช่องนี้) ผมก็เจอบันไดอยู่กับชั้นวางของยักษ์นั่นเลยปีนขึ้นไปให้กะตำแหน่งตัวเองได้ ดูเหมือนว่าที่นี่จะยืดยาวออกไปเรื่อยๆไม่มีสิ้นสุดเลย คล้ายๆกับฉากในเรื่องไลออนคิงน่ะ เพียงแต่แทนที่จะเป็นต้นไม้กับหญ้าก็เป็นชั้นวางของกับโต๊ะแล้วก็อะไรพวกนั้นแทน แต่ผมก็เห็นคนเคลื่อนไหวอยู่ห่างออกไปไม่เท่าไหร่ก็เลยไปทางนั้น

ตอนแรกคิดว่ามันเป็นพนักงาน - มันสวมยูนิฟอร์มน่ะ แล้วมันก็อาจจะเป็นจริงๆซะด้วย บางทีไอ้สัตว์ประหลาดสูง 7 ฟุต แขนยาวขาสั้นแล้วก็ไม่มีหน้านั่นอาจจะเป็นแบบที่ซูเปอร์อิเกียอยากได้มาทำงานก็ได้ แต่ไอ้เวรนั่นไม่สนใจผมเลยว่ะ แล้วในเมื่อมันไม่มีตาหรือหูผมก็เลยไม่แน่ใจว่ามันรู้ว่าผมอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าด้วยซ้ำ ก็คิดจะลองผลักหรือทำอะไรเรียกความสนใจมันอยู่นะ แต่มือมันใหญ่จนบี้แตงโมได้ผมก็เลยไม่เอาดีกว่า มันก็แค่ไปของมันเรื่อยๆจนผมคลาดสายตากับมัน ผมก็เลยกลับไปทำอย่างเดิมต่อ

ยังไงก็เถอะ คืนนี้ไม่มีเตียงนุ่มๆแล้วครับ ดูเหมือนว่าผมจะเข้ามาในแผนกโต๊ะสุดแข็งแหลมเปี๊ยบของห้าง ก็คงต้องใช้ผ้าปูโต๊ะกองหลายๆผืนแก้ขัดล่ะนะ วันนี้โทรศัพท์แบตหมดแล้วด้วย มันก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งเสียเส้นชีวิตไปเลย

คุณเคยดูการ์ตูนที่พอเข้าไปในประตูตรงทางเดินแล้วก็โผล่มาที่อีกประตูในทางเดินเดียวกันไหม? ตอนนี้ผมรู้สึกแบบนั้นแหละ ผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากชั้นหนังสือที่เหมือนๆกันมา 2 วันแล้ว เรียงกันแถวแล้วแถวเล่าเป็นแถวๆไปเรื่อยๆ คิอว่า ให้ตายเถอะ ผมก็ชอบหนังสือพอๆกับคนอื่นๆล่ะนะ แต่นี่มันเกินไปแล้ว แต่ผมก็ไปข้างหน้าอยู่แน่ๆล่ะ ที่ผ่านๆมาผมก็เห็นป้ายที่แขวนไว้เหนือหัวอยู่ แย่หน่อยที่ไม่มีสักป้ายจะเขียนว่า "ทางออก"

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ถามไปเมื่อกี้นี่ถามใคร เอาเป็นว่ามันเป็นการฝึกฝนการเขียนอัตชีวประวัติที่ผมจะเขียนหลังจากออกไปจากที่นี่ได้ก็แล้วกัน ผมจะตั้งชื่อเรื่องว่า "การเดินทางไปอิเกียเจ้าเก่าที่แสนจะธรรมดาของข้าพเจ้า"
ถ้าผมเคยออก

ในที่สุดก็เจอคนอื่นแล้ว! เออ ปรากฏว่าผมไม่ใช่คนดวงจู๋คนเดียวที่ติดอยู่ที่นี่ว่ะ นับว่าผมโชคดี คิดว่านะ ในคืนที่ 6 ที่นี่ของผม เจ้าพนักงาน 2 ตัวมันมาหาผมตอนมืดๆ แตกต่างจากตัวแรกที่ผมเจอแต่ก็เละเทะพอๆกัน ได้ยินตอนมันเข้ามา มันบอกว่าร้านปิดแล้วและผมต้องออกไปตึก อย่างไพเราะและสุภาพ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตรงไหนที่มันพิลึกกว่ากันกันแน่ ที่พวกมันไม่มีปาก หรือที่พวกมันพยายามจะฆ่าผมพร้อมกับพูดแบบนั้น ตรงเข้ามายังกะหมาบ้า

ก็นะ ผมสับขาไม่ยั้งเลย วิ่งฝ่าความมืดในอิเกียยังกะไอ้บ้า ผมมองเห็นมันหลังจากที่พ้นชั้นวางของยักษ์นั่นอีกแห่ง สว่างไสวด้วยคบไฟกับสปอตไลท์ พวกเขาสร้างเมืองทั้งเมืองในนี้เลย! มีกำแพงใหญ่โตที่ทำจากชั้นวางของกับเตียงกับโต๊ะแล้วก็อะไรพวกนั้น ผมสาบานกับพระเจ้าได้ว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลย ยังไงก็เถอะ ผมว่า พวกเขาเห็นว่าผมมาทางนั้น (แล้วก็อาจจะได้ยินเสียงตะโกนด้วยความกลัวเหมือนเด็กผู้หญิงอันสุดจะแมนของผมด้วย) เพราะพวกเขาเปิดประตูแล้วก็มี 2 คนโบกมือให้ผมเข้ามา ได้ยินไอ้พนักงานชนประตูที่ปิดตามหลังผม ยังพูดบอกเราอย่างสุภาพว่าร้านปิดแล้วอยู่เลย แต่แล้วพวกมันก็ไปกันน่ะนะ

พวกเขาเรียกเมืองนี้ว่าเอกซ์เชนจ์ (Exchange) เพราะมันเขียนไว้บนป้ายที่ห้อยลงมาจากเพดาน Exchange and Returns สว่างไสวอยู่ตลอดคืนด้วยแสงไฟที่พวกเขาหาเจอแล้วเสียบปลั๊ก แล้วก็มีเตียง มีอาหาร มีคน คนดีๆมากกว่า 50 คนที่แขนขาขนาดธรรมดาและมีหน้าตาครบถ้วน นี่เป็นคืนที่ 7 ของผมแล้ว และเป็นคืนแรกที่ไม่ต้องอยู่ในความมืด ชีวิตหนึ่งสัปดาห์ในอิเกีย น่าจะเอาไปทำรายการทีวีได้

ตอนนี้ผมก็อยู่กับคนอื่นๆ ผมก็เริ่มจะรู้สึกเป็นปกติแล้ว บางทีคงไม่ใช่ปกติจริงๆหรอกนะ แต่หลังจากหนึ่งสัปดาห์ที่มีแต่เสียงฝีเท้าตัวเองเป็นเพื่อน ผมก็ชักจะแน่ใจขึ้นทุกทีว่าผมคงจะแค่บ้าไปแล้วน่ะ ว่าผมคงจะถูกมัดไว้ในห้องบุนวมที่ไหนสักแห่ง เอาหัวโขกผนังอยู่ แต่ไม่แล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองสติดีแล้ว ขอบคุณมากครับ!

ดูเหมือนว่าจะมีเมืองอื่นๆอยู่ด้วย บางที่ก็มีคนเยอะหว่า บางที่ก็น้อยกว่า ผมว่ามันชวนงงเลยนะ - เป็นไปได้ไงที่คนมากมายขนาดนี้หายไปโดยที่ไม่มีใคสังเกตเห็นเลย ต้องมีใครสักคนสิที่รู้สึกว่าทุกคนที่มาอิเกียหายตัวไปเลยน่ะ หรือบางทีอาจจะไม่ใช่ทุกคนก็ได้ เป็นไปได้ว่าพวกเราคือเหล่าผู้มีดวงน่ะ

ผู้คนที่นี่ก็เรียกไอ้สัตว์ประหลาดพนักงานนั่นแค่ว่าสตาฟนั่นแหละ ดูเหมือนว่ากลางวันพวกมันก็ไม่มีปัญหา ทำธุระเดินไปมาตามทางเดินของพวกมันไป แต่พอไฟดับพวกมันก็บ้ากันน่ะ ดังนั้นตอนกลางวันผู้คนก็ออกไปหาอาหาร น้ำ แล้วก็อะไรก็ตามที่ต้องการกัน ดูเหมือนว่ามีร้านแถวๆนี้ที่จะมีของใหม่มาเก็บไว้แบบไม่มีแน่นอน ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่ายังไง อาจจะเป็นพวกสตาฟ แต่ดูเหมือนพวกมันจะทำงานกันไม่ดีเท่าไหร่เพราะบางครั้งก็ต้องใช้เวลากว่าจะมีของใหม่เข้ามา นั่นคือพวกอาหารนี่ต้องเอามาถนอมไว้ด้วย บางทีถ้าพวกมันไม่มัวแต่วิ่งไล่ผู้คนตอนมืดๆก็อาจจะทำงานกันได้มากกว่านี้นะ

ยังไงก็เถอะ พอกลางคืนพวกสตาฟก็สติแตกกันแล้วทุกคนก็เข้ามาหลบอยู่ในกำแพง ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นแบบนี้กันหมด ไม่ว่าที่นี่มันจะเป็นที่ไหนก็เถอะ ปฐมอิเกีย ที่ซึ่งให้กำเนิดอิเกียทั้งปวง หรือบางทีพวกเราอาจจะยังอยู่ในอิเกียธรรมดาๆแล้วทั้งหมดนี่ก็เป็นความฝันเพ้อบ้าที่เกิดจากความเบื่อหน่าย ใครจะไปรู้

อยู่ที่นี่มา 10 วันแล้ว คนส่วนใหญ่ที่ผมถามบอกว่าพวกเขาหยุดนับไปตั้งนานแล้ว คริสบอกว่าเขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว

หลายปี

[ข้อความอ่านไม่ออก]

ดูเหมือนจะมีข่าวลือเรื่องของคนที่ออกไปได้ แล้วก็คนที่ได้เห็นทางออกหายไปต่อหน้าต่อตา ผมรู้สึกว่าไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อ แต่ผมเชื่อ อธิบายได้ว่าพวกเรามาติดอยู่ในนี้ได้ยังไง (โดยประมาณน่ะนะ) แล้วก็แบบ ให้ตายเถอะ สตาฟสัตว์ประหลาด เครื่องเรือนชั้นดีจากสวีเดนแถวแล้วแถวเล่าไม่มีหมดสิ้น ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้คิดว่าประตูที่หายไปได้นั้นเชื่อยากนัก

ยังไงก็เถอะ วันนี้ผมออกไปหาอาหารที่ร้านใกล้ๆพร้อมซานดรากับเจอรี พอคุณรู้จักจุดสังเกตแล้วที่นี่ก็ไม่ได้หาทิศทางยากนักหรอก พวกป้ายบนหัวนั่นช่วยได้มาก แต่ก็มีอย่างอื่นอีก ห่างออกไปไม่มากนักมีส่วนที่ชั้นวางของยักษ์พวกนั้นล้มลงมาพิงกัน แล้วไกลออกไปทางตะวันออก (เราเดากันว่ามันเป็นทิศตะวันออกน่ะ - ดูเหมือนว่าอิเกียจะไม่ขายเข็มทิศ) ก็มีหอคอยที่ดูเหมือนจะทำจากไม้สูงขึ้นไปถึงเพดาน บางทีพวกนั้นอาจจะพยายามพังออกไปทางหลังคา ตอนกลางคืนที่นั่นมีแสงดังนั้นจึงมีคนอยู่แน่ๆ แต่ดูเหมือนจะต้องเดินไปสักสองสามวัน (นั่นหมายความว่ามันอยู่ห่างออกไปเป็นไมล์เลย) ก็เลยไม่มีใครรู้จริงๆหรอก ดูเหมือนว่าผมจะโชคดีสุดๆที่นอนอยู่ข้างนอกได้ทั้งสัปดาห์โดยไม่ถูกสตาฟฉีกเป็นชิ้นๆ นั่นแหละผมล่ะ โชคดี โชคดี๊ โชคดี

เราเจออาหารในร้านนั่น เดาว่าพวกสตาฟเอามาใส่ไว้ตอนกลางคืน นิสัยดีจัง มีโทรศัพท์อยู่ที่ผนัง ผมก็เลยลองดูสักหน่อย มีเสียงพูดจากอีกด้านแต่มันแค่พูดเหลวไหล ถ้อยคำมั่วๆที่เอามาเรียงกันโดยไม่มีความหมาย คุณเคยดูวีดีโอของคนที่พิการทางสมองมั้ย? เสียงแบบนั้นแหละ ยังไงเวลาผมพูดมันก็ไม่ตอบกลับมาอยู่แล้ว ซานดราบอกว่าโทรศัพท์ที่นี่เหมือนกันหมด

อุ้ย เผลอถามสมุดบันทึกอีกแล้วสิ!

เมื่อคืนนี้ผมคิดดูนะ เพดานของที่นี่สูงมากทีเดียวและเท่าที่ทุกคนบอกได้มันก็ยืดออกไปไม่มีสิ้นสุด ทำไมในนี้ไม่มีสภาพอากาศล่ะ? ผมแน่ใจว่าผมเคยอ่านเจอที่ตึกของนาซาใหญ่เสียจนมีสภาพอากาศของมันเอง มีเมฆกับอะไรพวกนั้น แต่มาคิดดูตอนนี้ผมแน่ใจว่าไม่เคยรู้สึกแม้แต่อุณหภูมิเปลี่ยนเลย

ผมจะเพิ่มมันลงในมหารายการของเรื่องบ้าบอคอแตกก็แล้วกัน

เมื่อคืนพวกสตาฟบุกเอกซ์เชนจ์ อย่างน้อยก็ 20 หรือ 30 ตัวที่เอาแต่บอกอย่างสงบให้เราออกไปจากห้างพร้อมๆกับพยายามพังกำแพงด้วยมือเปล่า ดูเหมือนว่ามันก็มีเป็นระยะๆน่ะ ทุกคนก็เลยเตรียมพร้อมกันแล้ว มีดจากร้านอาหาร ขวานที่ทำจากใบเครื่องตัดหญ้า ขวานดับเพลิง คนนึงชื่อวาซิมทำหน้าไม้ที่ใช้งานได้ด้วย ที่กำแพงมีช่องที่ตอนแรกผมไม่เห็นอยู่ให้เราแทงออกไปตอนที่มันบุกได้ ผมสอยมันร่วงไปสองตัว พวกมันเลือดไม่ออกแฮะ ก็แปลก แต่ก็ล้มง่ายพอๆกับคนธรรมดาหลังจากที่คุณจิ้มมันเป็นรูแล้ว

ตอนเช้าเราต้องขนศพออกไป ดูเหมือนว่าตัวที่ตายแล้วจะดึงดูดพวกมันมามากขึ้นตอนกลางคืน เราก็เลยต้องขนมันไปจากเอกซ์เชนจ์ เรามีรถยกที่เขาใช้ขนลังใหญ่ๆอยู่สองสามคัน ก็เลยยกพวกมันขึ้นแล้วพาไปที่ปิคอัพ (Pickup) ดูเหมือนว่าผู้คนจะตั้งชื่อทุกอย่างในนี้ตามป้ายที่ห้อยอยู่น่ะ

ปิคอัพน่ากลัวมากเลย มีสตาฟตายกองสุมกันอยู่เป็นร้อยหรืออาจจะเป็นพัน ไม่มีกลิ่น นั่นดีมากเลย ดูเหมือนว่านอกจากจะเลือดไม่ออกแล้วไอ้นี่ก็ไม่เน่าด้วย ตอนที่เทมันลงผมห้ามความสงสัยไม่ไหวเลยดูไอ้ตัวที่โดนเฉือนมากหน่อย มันมีแต่ผิวหนัง หรืออะไรที่ดูเหมือนผิวหนัง ทั้งชิ้นเลย ไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่มีกระดูก ไม่มีอวัยวะ จริงๆแล้วพวกมันเคยมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? ตอนที่พวกมันเคลื่อนไหวไปมาแล้วก็ทุบกำแพงนั้นพวกมันก็เหมือนจะมีกระดูกนะ และผมก็แน่ใจว่าผมรู้สึกถึงแรงต้านมากกว่าจะเป็นแค่ผิวหนังในตอนที่มีดแทงเข้าไปเมื่อคืน บางทีอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นในตอนที่มันตาย ก็แค่เรื่องอีกเรื่อในรายการเรื่องบ้าบอที่ยาวขึ้นเรื่อยๆในสถานที่นี้ ผมว่างั้นแหละ

ผมฉุกคิดบางอย่างได้หลังจากที่สตาฟบุกเมื่อคืนก่อนนั่น ทุกทีที่คุณเห็นเรื่องแบบนี้ในทีวีหรือหนัง แบบวันสิ้นโลกหรือทุกคนติดเกาะด้วยกันอะไรทำนองนั้น พอกลุ่มที่เหมือนพวกเราเริ่มรวมกันชัดเจนคนเราก็ต้องกันมาเล่นงานกันเองทุกทีเลย แย่งอาหารหรือชิงความเป็นใหญ่หรืออะไรแบบนั้น นั่นไม่มีที่นี่แฮะ ดูเหมือนว่าคนจากเมืองอื่นก็มาที่นี่เป็นครั้งคราว แค่แวะมาดูหรือบางทีก็แลกเปลี่ยนสิ่งของถ้าพวกเขาขาดแคลนอะไร แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยเสมอ เป็นมิตรเลยล่ะ บางทีอาจจะเป็นเพราะมีอันตรายจากสตาฟ หรือการที่มีของมาเติมที่ร้านบ่อยๆทำให้ไม่ค่อยมีอะไรให้แย่งกัน

บางทีคนเราอาจจะดีกว่าที่คิดกันโดยทั่วไปก็ได้นะ ความคิดที่ดี ผมเชื่ออันนี้แหละ

ตอนเที่ยงนี้ที่ประตูมีคนโหลนึงมาจากเมืองชื่อทรอลเลส (Trolleys) ดูเหมือนว่าสตาฟจะพังเข้าไปในกำแพงแล้วทึ้งทั้งเมืองเป็นชิ้นๆเมื่อคืน จากกว่าร้อยรอดมาได้แค่ 12 คนนี้ แน่นอนว่าเรารับพวกเขาเข้ามา อีกหนึ่งแต้มให้ข้างคุณงามความดีของมนุษย์ครับ ตอนหลังผมถามดูว่ามีใครรู้บ้างว่าเมืองพวกนี้มีอยู่กี่เมืองแน่ ระหว่างพวกเรากับคนใหม่เรานึกชื่อได้มากกว่า 20 ชื่อ เมือง 20 เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน แล้วใครจะไปรู้ว่ายังมีอีกเท่าไหร่พ้นไปจากนี้อีก

คำขวัญของที่นี่คงจะเป็น "เป็นไปได้อย่างไร" ต้องมีใครที่ไหนสักคนสิที่ตามหาคนเป็นพันๆคนที่อยู่ในนี้น่ะ

ผมอยู่นี่มา 2 เดือนกว่าแล้ว ปรากฏว่าไม่ค่อยจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง มีคนใหม่โผล่มาสองคน เรื่องเหมือนพวกเราทุกคนนั่นแหละ การเดินทางสบายๆไปอิเกียแล้วจู่ๆก็ติดอยู่ในบ้านมนุษย์ประหลาดไร้หน้าของบิลลี บุคเคส พวกสตาฟมาโจมตีเอกซ์เชนจ์สัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง เราฆ่าพวกมันแล้วขนศพออกไป บางครั้งพวกมันก็ทำร้ายเราบางคนได้ก่อน เมื่อสองอาทิตย์ก่อนพวกมันฆ่าคนที่ชื่อจาเรดไป มันแย่มากจริงๆนะ ปรากฏว่าถึงในนี้ถึงสตาฟจะเลือดไม่ไหลแต่คนธรรมดาก็ยังไหล พวกเราพยายามเต็มที่ แต่ไม่มีสักคนที่เป็นหมอ

จาเรดเป็นคนดี เขาควรจะไปดีกว่านี้ พวกเราทุกคนนั่นแหละ

หลังจากนั้นสองสามวันผมถึงรู้สึกตัว พวกเราไม่มีใครหาทางออกไปเลย ผมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดีด้วยซ้ำไป

วันนี้มีไอ้ของที่เป็นคอปเตอร์สี่ปีกกับกล้องบินผ่านเอกซ์เชนจ์ไป ตอนแรกผมคิดว่านั่นหมายความว่ามีใครมาตามหาพวกเราสักทีแล้ว แต่ปรากฏว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก สองสามเดือนก่อนก็มีทีนึงแล้ว และทุกคนก็ยังอยู่นี่

ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเห็นเราหรือเปล่า ถ้ามันเห็นมันก็ไม่หยุด เอาแต่บินไปจนเรามองไม่เห็นมันอีก

หมายเหตุ: ตามเวลาที่เก็บบันทึกนี้ได้ ข้อความนี้ดูเหมือนจะตรงกับเวลาโดยประมาณที่เราทดลองบังคับหุ่นโดรนใน SCP-3008-1 ได้สำเร็จ จากการตรวจภาพก็พบชุมชนในกำแพงที่อยู่ใต้ป้าย "Exchange and Returns" การพยายามหาตำแหน่งของชุมชนนั้นอีกครั้งนั้นล้มเหลว ที่มาของโดรนที่ถูกพบเห็นก่อนหน้านั้นยังไม่ทราบ

ตอนมื้อเย็นวันนี้ผมเริ่มถามผู้คนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคิดถึงที่บ้าน คงเป็นความคิดที่ไม่ดีที่สุดที่ผมเคยมีเลย หลังจากนั้นทุกคนซึมกันหมด หลายๆคนมีครอบครัว สามีกับภรรยา ลูกๆ หมา ดูเหมือนว่าแฟรงคลินจะมีลามาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ผมไม่แน่ใจว่าเชื่อดีหรือเปล่า

แต่ดูเหมือนว่าบางคนจะมีความรู้ที่ขาดหายไปอย่างประหลาด 3 คนไม่เคยได้ยินเรื่องสถานีอวกาศนานาชาติ 2 คนคิดว่า█████ ███████เคยเป็นนายกรัฐมนตรี และคนหนึ่งไม่เคยได้ยินชื่ออนุสาวรีย์เสรีภาพ ผมเชื่อพวกเขาด้วย พวกเขาดูงงพอๆกับคนอื่นๆเลย

แต่ยิ่งผมคิดเรื่องนี้มันก็ยิ่งอธิบายบางอย่างได้มากขึ้น ถ้าเหตุผลที่ไม่มีใครตามหาพวกเราทุกคนที่หายตัวไปนั้นเป็นเพราะพวกเราไม่ได้มาจากที่เดียวกันล่ะ มันอาจจะฟังแปลกๆ (นั่นน่าจะเป็นคำขวัญของที่นี่) แต่ถ้าทุกคนในนี้มาตากมิติที่แตกต่างกัน? สภาพความเป็นจริง? อะไรก็ตามที่คุณจะเรียกมันน่ะ ผมเห็นในรายการทีวีมาพอที่จะรู้แนวทางนะ ซาราห์มาจากที่ที่ไม่มีเทพีเสรีภาพ ที่ที่วาซิมมาไม่เคยส่งสถานีอวกาศนานาชาติขึ้นไป ถ้าทุกคนมาจากที่ที่ต่างกันแม้จะเป็นอันที่ดูเหมือนกันเปี๊ยบแล้ว เรื่องคนหายนี้มันก็จะไม่มีอะไรให้ตกใจมากมายเลย ไม่มีการตามหาครั้งใหญ่ พวกเราก็แค่คนหายคนหนึ่งในโลกของข่าวสารที่ไม่มีหยุดนิ่ง

ก็นะ เป็นความคิดที่สนุกดี

เพิ่งรู้ตัวเมื่อวานว่าเป็นวันครบรอบหกเดือนที่ผมมาที่นี่ สงสัยจังว่าอิเกียขายหมวกงานเลี้ยงหรือเปล่า ชีวิตประจำวันแถวๆนี้ก็ประมาณเดิม มีคนใหม่โผล่มาอีก สองสามสัปดาห์ต่อคนประมาณนั้น เสบียงก็ขึ้นลงๆ แต่เราก็ไม่เคยขาดแคลนมากจริงๆน่ะนะ บางทีเราก็มีคนจากเมืองใกล้ๆมาเยี่ยม ที่บ่อยก็จากเช็กเอาท์ (Checkouts) หรือทางเดิน 630 (Aisle 630) เราเยี่ยมเยือนกันเป็นระยะ บางทีก็แลกเปลี่ยนเสบียงกันถ้ามีใครขาดแคลนอะไร มันก็สบายดีอยู่น่ะนะ เป็นที่เตือนใจว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ในนี้ เสี้ยวเล็กๆของอารยธรรม บางครั้งพวกนั้นก็เอายามาด้วย ดูเหมือนว่าห่างออกไปไม่กี่เมืองจากเช็กเอาท์จะมีร้านยาซึ่งมีของเพิ่มเป็นระยะก็เลยเอามาแบ่งกันเท่าที่ทำได้ ผมไม่เคยได้ยินเรื่องอิเกียที่มีร้านยามาก่อน แต่ถึงตอนนี้ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้ามีคนไปเจอห้องทดลองเก็บเกี่ยวอวัยวะอิเกีย นั่นอธิบายเรื่องพวกสตาฟได้นี่

พูดถึงไอ้พวกผู้คุมไม่มีหน้านั่น ระยะหลังนี่พวกมันจะชักโจมตีหนักขึ้น ตอนนี้เป็นสัปดาห์ละ 3 หรือ 4 ครั้งแล้ว ด้วยจำนวนสตาฟเป็นสองเท่าของที่เคยเป็นมา ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมากันจากไหนหรือทำไมพวกมันถึงบุกมาบ่อยขึ้น ตอนกลางวันเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนผมกับซาราห์ลองตามพวกมันไป อยากดูว่ามันจะพาเราไปห้องพักพนักงานหรืออะไรทำนองนั้นหรือเปล่า แต่ก็เหมือนจะไม่ไปไหนเลยแฮะ แค่เดินไปมาตามทางเดินแบบมั่วๆ เราต้องกลับมาก่อนจะได้เห็นอะไร

เราทำการเสริมกำแพง ติดอาวุธให้ดีขึ้น วัตถุดิบไม่ขาดอยู่แล้ว วาซิมทำหน้าไม้เพิ่มแต่ก็ช้าอยู่

แย่หน่อยที่อิเกียไม่ขายปืน

หมายเหตุ: ไม่มีบุคคลใหม่เข้าไปใน SCP-3008 ที่ศูนย์ ██ ในช่วงเวลาที่ระบุไว้ของข้อความนี้

การโจมตีตอนนี้แย่มากๆแล้ว เกือบจะทุกคืน แล้วสตาฟก็มากจนศพกองกันจนเกือบพอให้ปีนขึ้นมาบนกำแพงได้แล้วด้วย ผมว่าเรามีปัญหาจริงๆแล้ว

เอกซ์เชนจ์

ผมว่าเอกซ์เชนจ์จบสิ้นแล้ว เมื่อคืนเราโดนหนักมาก คนเจ็บไม่มากแต่กำแพงพังแล้ว ในที่สุดเราก็รู้แล้วด้วยว่าทำไมการโจมตีถึงได้หนักขึ้น ในลังเสบียงลังหนึ่งมีชิ้นส่วนของสตาฟอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงแต่ดูเหมือนว่าแค่ชิ้นส่วนชิ้นเดียวก็เรียกพวกมันมาได้พอๆกับทั้งตัว ยังไงก็สายไปแล้วล่ะ มีศพมากเกินกว่าที่เราจะขนไปทิ้งแล้วซ่อมกำแพงได้ก่อนถึงกลางคืน แคนดาซเรียกประชุม ผมสงสัยว่าคงจะคุยกันเรื่องสละเอกซ์เชนจ์ บางทีอาจจะหาทางหนีไปหลบกันที่เช็กเอาท์หรืออะไรแบบนั้น

แต่มันก็ชักจะเย็นแล้วนะ ผมไม่คิดว่าเราจะมีเวลาพอไปถึง บางทีพวกเราบางคนอาจจะไปถึง ตอนสัปดาห์แรกผมสบายอยู๋ในความมืดได้มาแล้ว แต่นั่นแหละ ผมจะโชคดีไปถึงไหนเชียว

ผมเขียนส่วนนี้ด้วยความรู้สึกเหมือนปิดฉากเท่านั้น ผมว่านะ สำหรับผมเองหรือใครก็ตามที่พบสมุดนี้ ถ้านี่เป็นบันทึกบทสุดท้ายนี่ ผมก็หวังว่าใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่จะอยู่นอกสถานที่นี้

สิ่งที่ผมกลัวที่สุดน่ะเหรอ? ถ้าผมตายคืนนี้แล้วก็เพียงแต่ตื่นขึ้นมาที่นี่ตอนเช้าไงล่ะ

หมายเหตุ: นั่นเป็นบันทึกหน้าสุดท้าย คาดว่าขณะที่กำลังไปยังชุมชน "เช็กเอาท์" นั้น เขาถูก SCP-3008-2 ที่ไล่ตามทำให้แยกจากคนอื่นๆในกลุ่มแล้วไปเจอทางออกโดยบังเอิญ

รุ่นของหน้า: 0, แก้ไขล่าสุด: 20 Feb 2018 03:01
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License

Privacy Policy of website